บทความและข่าวสาร | Seven Peaks Insights

Product Discovery: การลงทุนสุดฉลาดของชาวสตาร์ตอัป ที่จะทำให้คุณ "ล้มให้เร็ว ล้มให้ถูก!"

SPS- ProdDisc_FailFastCheap_Herobanner

ในโลกของคนทำโปรดักต์ที่หมุนเร็วจี๋ ทุกทีมก็อยากจะรีบกระโจนเข้าสู่ช่วงเขียนโค้ด ออกแบบ แล้วปล่อยของออกมาไวๆ ใช่ไหมล่ะ? แต่ความรีบนี่แหละ ที่มักจะทำให้เรามองข้ามขั้นตอนที่สำคัญไป จนสุดท้ายก็ลงเอยด้วยความผิดพลาดราคาแพงและความเฟลที่น่าเศร้าใจ ขั้นตอนที่ว่านั้นก็คือ "Product Discovery" ซึ่งบอกเลยว่ามันไม่ใช่เรื่องหรูหราฟุ่มเฟือย แต่มันคือการลงทุนที่ฉลาดที่สุด! เพราะมันคือหัวใจของกลยุทธ์ "ล้มให้เร็ว ล้มให้ถูก" นั่นเอง

วิธีทำโปรดักต์แบบเดิมๆ มันก็เหมือนการปาเป้าในที่มืดนั่นแหละ พอมีไอเดียปิ๊งขึ้นมาปุ๊บ ทีมก็ลุยเลย ทุ่มเทกันเป็นเดือนๆ เพื่อสร้างของจาก "ความเชื่อ" ของตัวเองล้วนๆ แต่พอปล่อยออกไปจริงๆ เท่านั้นแหละ... ความจริงอันโหดร้ายก็ปรากฏ ลูกค้าไม่ได้ต้องการมัน เขาไม่เข้าใจว่าจะใช้ยังไง หรือโมเดลธุรกิจมันไปต่อไม่ได้ แบบนี้เขาไม่เรียก 'ล้มเร็ว' เขาเรียกว่า 'ล้มช้าๆ แบบเจ็บลึก' เพราะเสียทั้งเงินเสียทั้งใจไปเต็มๆ

บทเรียนราคาแพงของการข้าม Discovery: "ล้มช้า แต่จ่ายหนัก!"

ลองนึกภาพตามนะ... คุณใช้เวลา 6 เดือนกับเงินอีกหลายล้านบาทสร้างดิจิทัลโปรดักต์สุดซับซ้อนขึ้นมา แต่พอปล่อยไปแล้วเพิ่งจะรู้ว่า... ลูกค้าเป้าหมายแทบไม่รู้สึกเลยว่าปัญหานั้นมันมีอยู่จริง! หรือที่เจ็บกว่าคือ คู่แข่งดันปล่อยของที่คล้ายกันแถมดีกว่าออกมาตัดหน้าซะงั้น นี่ไม่ใช่แค่เรื่องสะดุดเล็กๆ น้อยๆ แต่มันคือหายนะชัดๆ ทิ้งไว้แค่ซากของทรัพยากรที่เสียไป ทีมที่หมดไฟ และโอกาสที่หลุดลอย 

นี่คือราคาที่ต้องจ่ายถ้าใจร้อนข้ามขั้นตอน Discovery

  • เสียเวลาพัฒนาไปฟรีๆ: ทีม Developer และ Designer หมดเวลาไปเป็นเดือนๆ กับการสร้างฟีเจอร์ที่ไม่มีใครอยากได้
  • เผาเงินทุนทิ้ง: เงินลงทุนที่หามาอย่างยากลำบาก ถูกใช้ไปกับการสร้างของผิดชิ้น
  • เสียโอกาสทางตลาด: กว่าจะรู้ตัวว่ามาผิดทาง คู่แข่งก็ครองตลาดไปเรียบร้อยแล้ว
  • ทีมงานหมดกำลังใจ: ไม่มีอะไรบั่นทอนกำลังใจได้เท่ากับการเห็นงานที่ทำมาเหนื่อยๆ ถูกเมินหรือต้องโยนทิ้งอีกแล้ว
  • เสียชื่อแบรนด์: การปล่อยโปรดักต์ออกมาแล้วต้องรีบเก็บกลับแทบไม่ทัน มันทำลายความน่าเชื่อถือของแบรนด์

Product Discovery: "กรมธรรม์" ชั้นดี กันเจ๊งก่อนลงสนามจริง

Product Discovery คือกระบวนการที่ช่วยให้เราค้นหา ตรวจสอบ และลดความเสี่ยงของไอเดียโปรดักต์ก่อนที่จะทุ่มงบก้อนโตลงไปพัฒนาจริง มันคือการตั้งคำถามสำคัญเหล่านี้ตั้งแต่เนิ่นๆ

  1. ปัญหานี้มีอยู่จริงและคุ้มค่าที่จะแก้ไหม? (Desirability)
  2. โซลูชันนี้ทำเงินให้ธุรกิจเราได้จริงหรือเปล่า? (Business Viability)
  3. เรามีปัญญาทางเทคนิคที่จะสร้างมันขึ้นมาได้ไหม? (Feasibility)
  4. คนจะใช้งานมันเป็น และอยากใช้มันจริงๆ หรือเปล่า? (Usability)

การพยายามหาคำตอบให้ครบก่อน คือภารกิจหาข่าวกรองชั้นยอด ที่จะป้องกันไม่ให้เราส่งทหารไปรบในสนามที่เราไม่มีวันชนะ

มา "ล้มให้เร็ว ล้มให้ถูก" กันดีกว่า! ด้วย Product Discovery

ความเจ๋งของ Product Discovery คือมันถูกออกแบบมาให้เรา "ล้มเร็วและเจ็บตัวน้อยที่สุด" แทนที่จะสร้างโปรดักต์เต็มรูปแบบเพื่อทดสอบสมมติฐาน แต่เราจะใช้เทคนิคแบบ Lean และ Agile ที่เน้นการเรียนรู้ไวๆ มาช่วยในเรื่องนี้แทน

  • คุยกับ User แต่เนิ่นๆ: ทำ Survey หรือสัมภาษณ์ง่ายๆ เพื่อทำความเข้าใจ Pain Point ของเขาก่อนจะสร้างอะไรจริงจัง ถ้าคุยแล้วพบว่าเขาไม่ได้มีปัญหานั้นจริงๆ คุณก็ "ล้ม" ไอเดียนั้นไปได้เลยแบบเร็วๆ

  • สร้างต้นแบบง่ายๆ (Low-Fidelity Prototype): แค่สเก็ตช์ไอเดียบนกระดาษ หรือทำ Wireframe คลิกได้ง่ายๆ แล้วก็ลองเอาไปให้คนลองเทสต์ฟีดแบ็ก พวกนี้ทำง่ายแถมโละทิ้งง่ายกว่าเยอะถ้าลองแล้วพบว่าฟีดแบ็กออกมาไม่ดี

  • ทดสอบสมมติฐานสุดเสี่ยง: ลิสต์สมมติฐานที่อันตรายที่สุดออกมา (เช่น "ลูกค้าจะยอมจ่ายเงิน X บาทเพื่อฟีเจอร์นี้") แล้วออกแบบการทดลองเล็กๆ เพื่อวัดผล (เช่น ทำ A/B Testing) ถ้ามันไม่จริง ก็แค่เลิกที่จะยึดติดกับสมมติฐานนั้นไป

  • กลยุทธ์ MVP ที่ใช่: Discovery ไม่ได้แปลว่าสร้างของที่เล็กที่สุด แต่คือการสร้างของที่เล็กที่สุดที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าสมมติฐานหลักของเราเรื่องความต้องการของลูกค้าและ Business Model มันเวิร์กจริง! ถ้า MVP ไม่รอด ก็เท่ากับเรา "ล้ม" ในสเกลเล็กๆ แบบไม่เจ็บตัวมาก

  • การตรวจสอบโมเดลธุรกิจ (Business Model Validation): เราสามารถใช้เครื่องมืออย่าง Business Model Canvas มาลองทดสอบไอเดียในเชิงธุรกิจดูบนกระดาษก่อนได้ เพื่อที่จะได้เห็นภาพว่าโมเดลนี้จะทำกำไรได้จริงไหม หรือมีปัญหาตรงไหนที่อาจทำให้เราเจ๊งซ่อนอยู่ ซึ่งทั้งหมดนี้ทำได้ก่อนที่จะเริ่มลงมือเขียนโค้ดแม้แต่บรรทัดเดียว

SPS-ProdDisc_FailFastCheap_01

กิจกรรมเหล่านี้แต่ละอย่างถูกออกแบบมาเพื่อให้เกิดการเรียนรู้สูงสุดจากการลงทุนที่น้อยที่สุด เมื่อไอเดีย, ฟีเจอร์, หรือแม้แต่แนวคิดของโปรดักต์ทั้งหมดพิสูจน์แล้วว่ามีข้อบกพร่อง (หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า 'ไม่เวิร์ก') กระบวนการ Discovery จะช่วยให้คุณสามารถปรับเปลี่ยนทิศทาง (pivot), ทำซ้ำเพื่อปรับปรุง (iterate), หรือแม้กระทั่งยกเลิก (abandon) ได้อย่างรวดเร็วและใช้ต้นทุนต่ำ ก่อนที่มันจะกลายมาเป็นภาระราคาแพงที่ฉุดรั้งองค์กรไว้ (เหมือนโปรเจกต์ที่สูบเงินไม่หยุดหย่อน)

ผลตอบแทนที่คุ้มเกินคุ้ม

การลงทุนเวลาไปกับ Product Discovery ไม่ได้ทำให้เราช้าลง แต่มันคือการเร่งสปีดให้เรามุ่งไปในทิศทางที่ถูกต้องต่างหาก เนื่องจากผลตอบแทน (ROI) ของมันชัดเจนมาก

  • ลดความเสี่ยง: ลดโอกาสสร้างของที่ไม่มีคนต้องการ หรือโปรดักต์ที่ไปต่อไม่ไหว
  • ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า: ทำให้ทีม Developer และ Designer โฟกัสไปกับการสร้างโซลูชันที่สร้างอิมแพ็คได้จริง
  • ออกโปรดักต์ (ที่ใช่) ได้เร็วกว่า: เพราะไม่ต้องเสียเวลาไปกับทางตัน ทำให้เราเจอเส้นทางสู่โปรดักต์ที่ใช่ได้เร็วกว่า
  • กำไรเพิ่มขึ้น: โปรดักต์ที่เกิดจากความต้องการที่แท้จริงและ Business Model ที่แข็งแรงมีโอกาสสำเร็จในเชิงพาณิชย์สูงกว่าแน่นอน
  • ทีมมีพลังและมีไฟ: ทีมจะทำงานอย่างมีความสุขเมื่อรู้ว่าสิ่งที่ทำมันมีความหมายและสร้างความสำเร็จได้จริง

ในตลาดที่มีการแข่งขันสูงแบบนี้ โดยเฉพาะสำหรับชาวสตาร์ตอัปยุคนี้ เราไม่มีเวลาและเงินทุนมากพอที่จะ "สร้างไปก่อนแล้วค่อยลุ้นให้มีคนมาใช้" หรอก ทางเลือกที่ฉลาดที่สุดคือการลงทุนใน Product Discovery เพื่อใช้พลังของ "การล้มให้เร็ว ล้มให้ถูก" นี่แหละคือกุญแจสำคัญสู่การสร้างธุรกิจที่ยั่งยืน ไม่ใช่แค่การสร้างดิจิทัลโปรดักต์ชิ้นหนึ่งขึ้นมาแบบไร้ทิศทาง


มีโปรเจกต์ที่กำลังอยากทำอยู่หรือเปล่า?
ลองให้เราช่วยสร้างเทคโนโลยีที่คุณต้องการจริงๆ
ปรึกษาเรา