บทความและข่าวสาร | Seven Peaks Insights

ทีมที่ใช้ AI ทำงานเร็วขึ้น 55% แต่ทำไม Productivity ของบริษัทถึงยังย่ำอยู่กับที่?

sps_202511xx_ai_augmented_teams_are_55_faster_01_herobanner-2


ในปี 2024 งานวิจัยชิ้นสำคัญจาก GitHub แสดงให้เห็นว่าทีมที่ใช้ AI ช่วยทำงานสามารถทำงานได้เร็วขึ้นสูงสุดถึง 55% ซึ่งสร้างความคาดหวังในการสร้างมูลค่ารูปแบบใหม่ แต่พอผ่านไปหนึ่งปี หลายองค์กรที่ลงทุนมหาศาลเพื่อไขว่คว้าผลประโยชน์นี้กลับต้องเผชิญกับความย้อนแย้งบางอย่าง เช่น ทีมงานของคุณบอกว่าพวกเขารู้สึกมี Productive มากขึ้น แต่เมื่อดูตัวชี้วัดประสิทธิภาพระดับธุรกิจจริงๆ เช่น ตัวชี้วัด DORA หรือ DevOps Research and Assessment กลับพบว่ามันยังคงนิ่งสนิท ระยะเวลาตั้งแต่เริ่มจนจบงาน (Lead time) ไม่ลดลง ความถี่ในการปล่อยซอฟต์แวร์ก็หยุดนิ่ง และผลงานทางธุรกิจที่ถูกส่งมอบออกไปใช้งานจริงก็ดูเหมือนจะติดขัดอยู่กับที่

ความย้อนแย้งนี้ไม่ได้หมายความว่าเครื่องมือล้มเหลวหรือทีมงานทำผลงานได้แย่นะ แต่มันเป็นสัญญาณชี้ว่ากระบวนการต่างหากที่ล้มเหลวทั้งระบบ ตัวเลขความเร็วที่เพิ่มขึ้น 55% ไม่เคยมีการรับประกันตายตัว แต่มันคือความเป็นไปได้งานวิจัยล่าสุดเผยให้เห็นว่า ความเป็นไปได้นี้จะเกิดขึ้นจริงก็ต่อเมื่อความเร็วของ AI ในการสร้างโค้ด ถูกจับคู่เข้ากับโครงสร้างทีมที่มีการกำกับดูแลสูงและมีกระบวนการรีวิวที่ทันสมัย หากขาดสิ่งเหล่านี้ องค์กรก็แค่กำลังเอาคอขวดแบบใหม่มาแทนที่คอขวดแบบเดิมเท่านั้นเอง

 

อุปสรรคคอขวดที่เรียกว่าภาษีความเก๋า (Senior Tax)

เพื่อทำความเข้าใจความย้อนแย้งนี้ ผู้นำต้องสืบให้เจอว่าประสิทธิภาพ 55% ที่ได้มานั้น มันถูกกระจายไปอยู่ที่ไหน การวิเคราะห์ของเรา ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยล่าสุด ชี้ให้เห็นว่าประสิทธิภาพไม่ได้หายไปไหน แต่มันแค่ย้ายจุดคอขวดของระบบ จากขั้นตอนการสร้างโค้ด ซึ่งเอาจริงๆ ก็ไม่เคยเป็นข้อจำกัดหลักอยู่แล้ว มันกลับไปตกอยู่ที่ขั้นตอน การรีวิว การตรวจสอบความถูกต้อง และการรวบรวมระบบแทน

และนี่คือข้อค้นพบหลักจากรายงาน GitLab 2025 Global DevSecOps Report ในขณะที่ตัวเลข 55% คือความเป็นไปได้ แต่การศึกษาซึ่งจัดทำโดย The Harris Poll พบว่า องค์กรต่างๆ กำลังสูญเสียเวลาไปถึง 7 ชั่วโมงต่อสมาชิกในทีมหนึ่งคนในทุกๆ สัปดาห์ ไปกับความไร้ประสิทธิภาพและคอขวดใหม่ๆ ที่เกิดจาก AI

ปรากฏการณ์นี้สร้างสิ่งที่เราเรียกได้ว่าเป็น ภาษีระดับ Senior (Senior Tax) ซึ่งเป็นต้นทุนแฝงที่กระทบทั้งระบบ เมื่อภาระงานถูกผลักจากนักพัฒนาระดับ Junior ไปตกอยู่ที่วิศวกรระดับ Senior ซึ่งถือเป็นทรัพยากรที่แพงที่สุด หายากที่สุด และมีความสำคัญที่สุดขององค์กร

 

sps_202511xx_ai_augmented_teams_are_55_faster_04

ภาษีนี้แสดงออกมาให้เห็นเป็นรูปแบบการทำงานที่ชัดเจนมาก คือ นักพัฒนาระดับ Junior ที่มี AI คอยช่วย จะสร้างโค้ดสำหรับงานที่พวกเขาอาจไม่ได้เข้าใจมันอย่างถ่องแท้ รายงานของ GitLab พบว่า 73% ของคนทำงานเคยเจอปัญหาจากสิ่งที่เรียกว่า "Vibe coding" หรือก็คือการป้อนคำสั่ง (Prompt) ด้วยภาษาพูดทั่วไป โดยไม่ได้มีความรู้เชิงลึกเลยว่าโค้ดนั้นทำงานอย่างไร โค้ดที่มีตำหนิเหล่านี้อาจจะดูถูกต้อง และอาจจะผ่านการทดสอบหน่วยย่อย (Unit test) ด้วยซ้ำ แต่มันกลับแฝงไปด้วยจุดบอดทางสถาปัตยกรรม (Architectural flaws) การขาดบริบท และปัญหาด้านความปลอดภัย ซึ่งมีเพียงวิศวกรที่มีประสบการณ์สูงเท่านั้นที่จะมองออก

เมื่อโค้ดที่มีตำหนิถูกส่งเข้ามาใน Pull Request บทบาทของ Senior Developer จึงไม่ใช่แค่การออกแบบระบบสำคัญตัวต่อไปอีกแล้ว แต่งานของพวกเขาคือ การมานั่งแก้บั๊ก" ให้กับระบบใหม่นั่นแหละ การให้คำปรึกษาถูกแทนที่ด้วยการตามเช็ดตามแก้ ค่าเสียโอกาสที่เกิดขึ้นนั้นมหาศาลมาก ทรัพยากรทางวิศวกรรมที่สำคัญที่สุดขององค์กรถูกผลาญไปกับการแก้ไขบั๊กเล็กๆ น้อยๆ ในกองทัพโค้ดที่สร้างโดย AI ซึ่งขาดบริบทการทำงาน

สถานการณ์ที่ต้องพึ่งพาทีมงานระดับ Junior มากเกินไปนี้ คือปัญหาใหญ่สำหรับผู้นำด้านเทคนิคที่ถูก AI เข้ามาเร่งให้รุนแรงขึ้น แต่มันก็เป็นอุปสรรคในเฟสแรกที่พบได้ทั่วไปและสามารถแก้ไขได้ ในการจะก้าวผ่านมันไป องค์กรต้องเลิกโฟกัสที่การสร้าง แล้วหันมาให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลแทน

 

วิธีสร้างมูลค่าที่มากขึ้นด้วย AI

หากความย้อนแย้งเรื่อง Productivity นี้แก้ได้ การจะเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จาก AI ให้ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย องค์กรต้องมองข้ามแค่เรื่องการเอาเครื่องมือมาใช้ แล้วสร้างแนวทางที่เน้นการกำกับดูแลเป็นอันดับแรกให้ครอบคลุมทั้งระบบ

การวิเคราะห์กรณีการเปลี่ยนแปลงที่ขับเคลื่อนด้วย AI จนประสบความสำเร็จ เผยให้เห็นโซลูชัน 3 ส่วนที่เน้นเรื่องการกำกับดูแล ดังนี้

 

1. โฟกัสที่ความเร็วของธุรกิจ ไม่ใช่แค่ความเร็วในการสร้างโค้ด

ความล้มเหลวของกระบวนการข้อแรกที่รายงานของ GitLab ระบุไว้คือ ความเร็วใหม่นี้กำลังสร้างความซับซ้อนด้าน Compliance รูปแบบใหม่ และเครื่องมือที่กระจัดกระจายซึ่งทำให้ไปหน่วงกระบวนการทำงานทั้ง Pipeline

การค้นพบนี้ถือเป็นความล้มเหลวของกระบวนการครั้งใหญ่ เมื่อนักพัฒนาสร้างโค้ดออกมาจำนวนมหาศาล พวกเขามักจะสร้าง Mega-PRs (Pull Requests ขนาดมหึมา) ที่ไม่สามารถรีวิวได้ และปล่อยให้มันไปกองค้างอยู่ในไพพ์ไลน์ มันไม่มีประโยชน์เลยที่โค้ดจะถูกเขียนเสร็จเร็วขึ้น 55% ถ้ามันต้องไปนอนรอคิวรีวิวเป็นสัปดาห์ๆ เพราะมันใหญ่และซับซ้อนเกินกว่าที่มนุษย์คนไหนจะกล้าอนุมัติด้วยความมั่นใจ ผลลัพธ์ขององค์กรนั้นวัดจาก งานที่ส่งมอบได้จริง (Shipped output) ไม่ใช่จำนวนบรรทัดของโค้ดที่เขียนขึ้น

ประโยชน์ของ AI จะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อมันถูกกำกับดูแลด้วยวินัยการทำงานแบบ Small batch (การส่งงานทีละชิ้นเล็กๆ) วินัยนี้คือหลักการที่ไม่อาจต่อรองได้ของทีมที่มีประสิทธิภาพสูง การส่งงานชิ้นเล็กๆ บ่อยๆ และสามารถรีวิวได้ง่าย คือวิธีเดียวที่จะเปลี่ยนความเร็วรายบุคคล ให้กลายเป็นความเร็วของทีมที่วัดผลได้ การวิเคราะห์ทีมเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า วินัยที่นำโดยคนระดับ Senior เป็นสิ่งจำเป็นที่จะทำให้โค้ดที่ AI สร้างขึ้นมานั้นสามารถจัดการได้ ปลอดภัย และพร้อมส่งมอบ

 

sps_202511xx_ai_augmented_teams_are_55_faster_03

2. ใช้การกำกับดูแลโดย Senior เพื่อเพิ่ม ROI ของ AI

Senior Tax หรือภาษีคนเก่ง น่าจะเป็นตัวทำลายความเป็นไปได้ที่จะเกิด ROI จาก AI ที่ใหญ่ที่สุดเลยล่ะ ภาษีนี้ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการเพิ่มคนระดับ Junior เข้าไปอีก ทางแก้คือต้องปรับโครงสร้างเพื่ออนุญาตให้คนเก่งระดับ Senior ไม่ใช่แค่มีหน้าที่ซ่อม แต่ต้องกำกับดูแล และให้คำปรึกษาได้ด้วย

แทนที่จะวางตำแหน่งวิศวกร Senior ไว้เป็นคนแก้ปัญหาที่ปลายทาง องค์กรต้องใช้พวกเขาเป็นผู้กำกับดูแลตั้งแต่ต้นทาง

ปรัชญานี้คือรากฐานของโมเดลที่นำโดยคนระดับ Senior (Senior-led model) ที่ประสบความสำเร็จ มันคือคำตอบเชิงกลยุทธ์สำหรับปัญหาการกำกับดูแล Vendor ที่ย่ำแย่ ซึ่งผู้นำด้านเทคนิคหลายคนต้องเผชิญ การว่าจ้างทีมงานที่มีสัดส่วนคนระดับ Senior สูง จะช่วยมอบเลเยอร์การกำกับดูแลที่จำเป็น เพื่อทำให้องค์กรแบบผสมผสานทั้งหมดประสบความสำเร็จในการใช้ AI ได้


ในทางปฏิบัติ โมเดลการกำกับดูแลนี้ประกอบด้วย:

  • กรอบป้องกันด้านสถาปัตยกรรม (Architectural guardrails): โดยให้คนระดับ Senior กำหนดขอบเขตพื้นที่เล่น (Sandbox) และรูปแบบสถาปัตยกรรมก่อนที่ AI จะเริ่มสร้างโค้ด วิธีนี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่าโค้ดที่ถูกต้อง 70% จะขยับเข้าใกล้ความถูกต้องระดับ 90% ตั้งแต่เริ่มต้น
  • การจับคู่เขียนโปรแกรมเชิงกลยุทธ์ (Strategic pair programming): สำหรับงานโค้ดที่ซับซ้อน ให้คนระดับ Senior จับคู่กับ Junior เพื่อรีวิวและปรับโครงสร้างโค้ดที่ AI สร้างขึ้น วิธีนี้คือการให้คำปรึกษาเชิงรุก ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหา และยังเป็นการสร้างโมเดลการเป็นพี่เลี้ยง (Mentorship model) กลับขึ้นมาใหม่ หลังจากที่มันถูก AI ทำลายไป
  • ให้ระดับ Senior กำหนดด่านตรวจคุณภาพ (QA gate definition): เพื่อให้โค้ดที่ AI สร้างขึ้นมาทั้งหมด ต้องผ่านการทดสอบอัตโนมัติก่อนที่มันจะถูกส่งเข้าไปอยู่ในคิวรอรีวิว

แนวทางนี้ช่วยหยุดปัญหา Senior Tax ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม เปลี่ยนทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของคุณ จากหน้าที่คนรีวิวที่มีต้นทุนสูง ให้กลายเป็นบทบาทสถาปนิกที่สร้าง Leverage ได้มหาศาล กลยุทธ์นี้แหละคือวิธีที่องค์กรจะคว้าคำสัญญาเรื่องประสิทธิภาพ 55% มาได้จริงๆ

 

3. สร้างระบบนิเวศ AI ที่สมดุล เพื่อคุณภาพและการขยายสเกล

ท้ายที่สุดแล้ว การจะส่งมอบประโยชน์จาก AI ได้อย่างยั่งยืน ต้องอาศัยการลงทุนในอีกด้านหนึ่งของสมการการพัฒนา นั่นก็คือคุณภาพ

ปัญหาคอขวดที่เกิดจากการสร้างไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการสร้างที่มากขึ้น แต่จำเป็นต้องลงทุนในเครื่องมือและกระบวนการที่ช่วยเร่งความเร็วในการรีวิว การทดสอบ และการตรวจสอบความถูกต้อง

จุดนี้ถือเป็นข้อมูลเชิงลึกที่สำคัญมากสำหรับองค์กรที่เพิ่งเริ่มรับ AI เข้ามาใช้แบบช้าๆ มันเปิดโอกาสให้คุณก้าวกระโดดข้ามความย้อนแย้งในเฟสแรกไปได้เลย ด้วยการเริ่มต้นจากระบบนิเวศที่สมดุล

หลักการนี้คือเหตุผลว่าทำไมแนวปฏิบัติเรื่องการประกันคุณภาพ (Quality Assurance) ที่เติบโตเต็มที่ จึงเป็นองค์ประกอบที่แยกออกจากกลยุทธ์ AI ที่ประสบความสำเร็จไม่ได้ ความเร็วที่แท้จริงและยั่งยืน มาจากการสร้างกรอบป้องกัน ก่อนที่จะเหยียบคันเร่ง ตัวอย่างเช่น ตัวเร่งความเร็วที่พร้อมใช้งานจริงแสดงให้เห็นถึงระบบที่สมดุลนี้ แพลตฟอร์มแบบนี้จะเชื่อมต่อ (Pre-integrate) ไปป์ไลน์ DevOps เข้ากับเครื่องมือด้านคุณภาพอัตโนมัติที่รองรับ AI ไว้ล่วงหน้า การตั้งค่าแบบนี้ช่วยให้นักพัฒนาสามารถใช้เครื่องมือสร้างของ AI ได้อย่างอิสระ เพราะมีตาข่ายนิรภัยอัตโนมัติที่ออกแบบโดยระดับ Senior คอยดักจับข้อผิดพลาดไว้เรียบร้อยแล้ว

ผลลัพธ์ที่ได้คือระบบที่เร็วกว่า หมายถึงคุณภาพที่สูงกว่าด้วย ช่วยสร้างโค้ดที่พร้อมใช้งานจริง ซึ่งนี่แหละคือผลผลิตเดียวที่จะส่งมอบผลประโยชน์ทางธุรกิจได้อย่างแท้จริง

 

sps_202511xx_ai_augmented_teams_are_55_faster_02

เปลี่ยนจากติดแหง็กสู่การขยายสเกล

คำสัญญาเรื่อง Productivity ที่เพิ่มขึ้น 55% จาก AI นั้นไม่ใช่เรื่องกระแสปั่น แต่มันคือผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นได้จริง ทว่ามันยังคงถูกล็อกเอาไว้สำหรับองค์กรที่มองว่า AI เป็นเพียงเครื่องมือธรรมดาๆ แทนที่จะมองว่ามันเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับทั้งระบบ

องค์กรที่รับเทคโนโลยีมาใช้ช้า หรือได้ลองใช้แล้วแต่พบว่า Productivity ไม่กระเตื้องขึ้นนั้นไม่ได้ล้มเหลวแต่อย่างใด พวกเขาแค่กำลังเผชิญกับ Senior Tax ซึ่งเป็นปัญหาคอขวดที่พบได้ทั่วไปและแก้ไขได้ ซึ่งมักจะทำให้องค์กรส่วนใหญ่สะดุดล้มในช่วงเริ่มต้นการปรับใช้ในเฟสที่ 1

คำตอบคือการเลือกจับมือกับพาร์ทเนอร์ที่ไม่ได้มีแค่ความสามารถในการใช้ AI แต่มีโซลูชันที่พิสูจน์แล้วในการกำกับดูแลมัน

ที่ Seven Peaks เราเชี่ยวชาญในการสร้างโซลูชันดิจิทัลที่มีมูลค่าสูงผ่านโมเดลการนำทีมโดยระดับ Senior ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะเปลี่ยนคำสัญญาของ AI ให้กลายเป็นประโยชน์ที่จับต้องได้และวัดผลได้ในโลกแห่งความเป็นจริง เรามอบการกำกับดูแล การประกันคุณภาพ และกระบวนการทำงานที่เติบโตเต็มที่ ซึ่งจำเป็นต่อการปลดล็อกกลยุทธ์ AI ของคุณให้หลุดจากการติดแหง็ก และเริ่มคว้าคำสัญญา 55% นั้นมาครอบครองได้สำเร็จ


มีโปรเจกต์ในใจใช่ไหม?
ให้เราช่วยสร้างเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ความต้องการของคุณ
ปรึกษาเรา