กลยุทธ์คลาวด์สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนั้นต้องมีความเฉพาะเจาะจงสำหรับแต่ละประเทศเนื่องจากกฎเกณฑ์ระดับชาติที่แตกต่างกัน ต่างจาก GDPR ของ EU ที่ใช้ข้อบังคับร่วมกัน
การใช้คลาวด์ในท้องถิ่นไม่ได้ปกป้องข้อมูลของคุณจากกฎหมายต่างประเทศเสมอไป
ย้าย AI ไม่ใช่ย้ายข้อมูล แนวทางใหม่สำหรับการใช้ AI อย่างถูกต้องตามกฎหมายคือการใช้เทคโนโลยีอย่าง federated learning และ edge computing เพื่อเทรนโมเดล ณ ที่ที่ข้อมูลอยู่ เพื่อให้แน่ใจว่าข้อมูลดิบที่ละเอียดอ่อนจะไม่ข้ามพรมแดน
กลยุทธ์ต้องมาก่อนเทคโนโลยี ปัญหานี้เป็นความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์และสถาปัตยกรรม ไม่ใช่แค่ปัญหาทางเทคนิค คุณต้องการพาร์ตเนอร์ที่สามารถรับมือได้ทั้งสองด้าน
องค์กรมากมายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเร่งใช้งานแอปอัจฉริยะ (intelligent apps) ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และ machine learning แต่ก็มีปัญหาข้อหนึ่ง คือ แอปพลิเคชันเหล่านี้ต้องการชุดข้อมูลขนาดใหญ่แบบรวมศูนย์เพื่อเทรนโมเดลให้มีความแม่นยำสูงสุด
ความต้องการนั้นก่อให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า "ความย้อนแย้งเรื่องอธิปไตยทางข้อมูล" (data sovereignty paradox) ขึ้นมา เนื่องจากกฎหมายด้านอธิปไตยทางข้อมูล (data sovereignty) ระดับชาติที่ทรงพลัง กำลังบีบให้ข้อมูลเหล่านี้ต้องถูกแบ่งส่วนเพื่อจัดเก็บและควบคุมอยู่ภายในพรมแดนดิจิทัลของแต่ละประเทศ
สำหรับทุกบริษัทที่ดำเนินงานในภูมิภาคนี้ กลยุทธ์คลาวด์ (cloud strategy) แบบ one-size-fits-all นั้นไม่ใช่แค่ดีไม่พอ แต่ยังได้กลายเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจขั้นพื้นฐานไปแล้ว องค์กรต่างๆ จึงต้องเปลี่ยนจากสถาปัตยกรรมแบบ cloud-first ที่ให้ความสำคัญกับระบบคลาวด์ ไปสู่ sovereignty-first ซึ่งหมายถึง การยึดอธิปไตยทางข้อมูลเป็นหลัก เราจะสรุปแนวทางการสร้างสถาปัตยกรรมนี้ให้คุณ
เหตุผลที่หลายองค์กรไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดในปัจจุบันได้นั้นส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากข้อสันนิษฐานที่ผิดๆ สองข้อ
ที่จริงแล้วไม่ใช่อย่างนั้น เพราะภูมิภาคนี้มีกฎหมายด้านข้อมูลของแต่ละประเทศที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ซึ่งเกิดขึ้นจากแนวคิดที่ต่างกันตามนี้
นี่คือความเชื่อที่อันตราย เกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนระหว่างแนวคิดสำคัญสองประการคือ data residency (ถิ่นที่อยู่ของข้อมูล) และ data sovereignty (อธิปไตยทางข้อมูล)
Data residency เป็นเพียง สถานที่ที่ข้อมูลของคุณถูกจัดเก็บทางกายภาพ
Data sovereignty คืออำนาจที่แท้จริงในการควบคุมข้อมูลนั้น ว่าใครสามารถเข้าถึง แก้ไข หรือย้ายข้อมูลได้ และข้อมูลนั้นอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายใด
ปัญหาก็คือ การมี data residency ที่เก็บข้อมูลในประเทศ ไม่ได้หมายความว่าคุณจะมี data sovereignty หรือ อำนาจควบคุมที่แท้จริงเหนือข้อมูลดังกล่าว
ตัวอย่างเช่น หากคุณเก็บข้อมูลไว้ในดาต้าเซ็นเตอร์ในออสเตรเลียที่ดำเนินการโดยผู้ให้บริการคลาวด์สัญชาติสหรัฐฯ ข้อมูลนั้นยังคงอยู่ภายใต้กฎหมายของสหรัฐฯ อย่าง US CLOUD Act ด้วย ซึ่งกฎหมายดังกล่าวบังคับให้บริษัทสัญชาติสหรัฐฯ ต้องส่งมอบข้อมูลให้แก่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ไม่ว่าข้อมูลนั้นจะถูกเก็บไว้ที่ใดในโลก
สิ่งนี้สร้างสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ที่บริษัทผู้ให้บริการคลาวด์ของคุณอาจถูกบังคับให้ละเมิดกฎหมายออสเตรเลียที่เป็นกฎหมายท้องถิ่น เพื่อปฏิบัติตามกฎหมายของสหรัฐฯ ที่เป็นกฎหมายของประเทศแม่
หากคุณอยากมีอธิปไตยทางข้อมูลอย่างแท้จริง ซึ่งหมายถึงคุมข้อมูลได้ 100% ไม่ใช่แค่เลือกที่เก็บ คุณต้องวางแผนโดยใช้ 3 กลยุทธ์นี้ผสมผสานกัน
หลักการคือ การจำแนกประเภทข้อมูลตามระดับความสำคัญ เพื่อจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสม
ข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนสูง หรือข้อมูลที่อยู่ภายใต้การควบคุมเข้มงวด เช่น ข้อมูลส่วนบุคคลของพลเมือง หรือ PII ควรจัดเก็บบน private cloud ที่มีความปลอดภัยสูง ซึ่งอาจหมายถึงเซิร์ฟเวอร์ on-premise ภายในองค์กรของคุณเอง หรือคลาวด์ส่วนตัวที่โฮสต์โดยผู้ให้บริการในประเทศ และตั้งอยู่ภายในประเทศ
Workload อื่นๆ ที่มีความสำคัญรองลงมา หรือต้องการความยืดหยุ่นในการขยายระบบ สามารถใช้ประโยชน์จาก public cloud เพื่อความคล่องตัว
หนึ่งในแนวคิดสำคัญของ multi-cloud คือ การเลือกใช้ผู้ให้บริการที่เหมาะสมกับเขตอำนาจศาลที่ถูกต้อง เพื่อหลีกเลี่ยงการผูกมัดทางภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitical lock-in)
องค์กรจำเป็นต้องใช้ผู้ให้บริการที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค โดยพิจารณาจากข้อได้เปรียบด้านการปฏิบัติตามกฎหมายของผู้ให้บริการนั้นๆ ในท้องถิ่น
ตัวอย่างเช่น ในขณะที่องค์กรอาจใช้ AWS หรือ Azure ในสิงคโปร์ แต่เมื่อขยายธุรกิจไปยังประเทศจีน การเลือกใช้ผู้ให้บริการระดับภูมิภาค เช่น Alibaba Cloud หรือ Tencent Cloud จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า เนื่องจากผู้ให้บริการเหล่านี้ไม่อยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายต่างประเทศ เช่น US CLOUD Act เป็นต้น
สำหรับข้อมูลสำคัญสูงสุด เช่น ความลับของรัฐ, บันทึกสุขภาพ, หรือข้อมูลหลักประกันของธนาคาร โซลูชันที่กำลังเป็นที่จับตามองคือ sovereign cloud
คลาวด์ประเภทนี้ไม่ใช่เพียงดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วไป แต่เป็นบริการที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะ
มักดำเนินการโดย ผู้ให้บริการในท้องถิ่นที่ได้รับความไว้วางใจ
ได้รับการออกแบบให้แยกขาดในทางกฎหมายและอยู่นอกเหนือเขตอำนาจศาลต่างประเทศอย่างสิ้นเชิง
ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันที่แท้จริงสำหรับข้อมูลที่ละเอียดอ่อนที่สุดขององค์กรและของชาติ
สถาปัตยกรรมใหม่คือรากฐาน คุณสามารถใช้เทคโนโลยีต่อไปนี้เพื่อรัน AI บนสถาปัตยกรรมนั้น หลักการง่ายๆ คือ
แทนที่จะดึงข้อมูลทั้งหมดของคุณจากญี่ปุ่น อินเดีย และออสเตรเลียมาไว้ที่เซิร์ฟเวอร์กลางเดียว คุณส่งโมเดล AI ที่ยังไม่เทรน ไปหาข้อมูลในแต่ละประเทศแทน โมเดลจะเรียนรู้จากข้อมูลในท้องถิ่น ซึ่งข้อมูลนั้น ไม่เคยออกจากพรมแดน มีเพียงการอัปเดตทางคณิตศาสตร์ที่ไม่ระบุตัวตนเท่านั้นที่ถูกส่งกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์กลาง เพื่อรวมกันเป็นโมเดลระดับโลกที่ฉลาดขึ้น ซึ่งวิธีการดังกล่าวเคารพกฎหมายด้าน data sovereignty ในการจัดเก็บข้อมูลในท้องถิ่นอย่างสมบูรณ์แบบ
สำหรับการใช้งาน AI แบบเรียลไทม์ เช่น ในโรงงานหรือร้านค้าปลีก เมื่อคุณรัน inference ของโมเดล AI โดยตรงบนอุปกรณ์ edge เช่น กล้องอัจฉริยะหรือเซิร์ฟเวอร์ในพื้นที่ ข้อมูลปริมาณมากที่ละเอียดอ่อน เช่น ฟีดวิดีโอที่รันตลอด 24 ชั่วโมง จะถูกประมวลผลและลบทิ้งในเครื่อง ภายในเสี้ยววินาที สิ่งที่ส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์กลาง คือ ผลลัพธ์ที่ผ่านการเข้ารหัสและไม่ระบุตัวตน เท่านั้น
เทคโนโลยีนี้เป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในความปลอดภัยของคลาวด์ ซึ่งมีให้บริการโดยผู้ให้บริการรายใหญ่ โดยใช้ฮาร์ดแวร์ในการเข้ารหัสข้อมูลในขณะที่กำลังใช้งาน กระบวนการนี้ทำให้ในทางเทคนิคนั้นเป็นไปไม่ได้เลยที่ใครก็ตามจะเห็นข้อมูลข้างใน แม้แต่พนักงานของผู้ให้บริการคลาวด์เอง นับเป็นเกราะป้องกันทางที่แข็งแกร่งสำหรับปัญหาทางกฎหมาย อย่าง CLOUD Act ของอเมริกา
การเปลี่ยนจาก กลยุทธ์คลาวด์ (cloud strategy) แบบ cloud-first ไปสู่ sovereignty-first ไม่ใช่แค่การตั้งรับเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายเท่านั้น แต่มันคือ การเดินเกมรุก ที่สำคัญเพื่อเอาชนะตลาดเอเชียแปซิฟิก
ตอนนี้เรากำลังเห็นการเกิดขึ้นของ "sovereign AI" ที่ซึ่งประเทศชาติและองค์กรต่างๆ กำลังสร้างโมเดล AI ของตนเอง เพื่ออนาคตทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของพวกเขา
ในอินโดนีเซีย บริษัทโทรคมนาคม IOH กำลังสร้าง "โรงงาน AI อธิปไตย" (sovereign AI factory) เพื่อสร้าง large language model (LLM) ภาษาอินโดนีเซียขึ้นมา เพื่อให้แน่ใจว่า AI ของพวกเขาเข้าใจวัฒนธรรมและบริบทท้องถิ่น
ในสิงคโปร์ โครงการริเริ่ม "AI Singapore" (AISG) ของรัฐบาลได้เปิดตัว SEA-LION ซึ่งเป็นโมเดลที่เทรนบน 11 ภาษาท้องถิ่น เพื่อต่อต้านอคติของโมเดลที่ยึดชาติตะวันตกเป็นศูนย์กลาง
สิ่งนี้แสดงถึงการกำหนดอนาคตทางเทคโนโลยีด้วยตนเอง องค์กรที่เชี่ยวชาญกลยุทธ์แบบ federated และตระหนักถึงอธิปไตยทางข้อมูลเหล่านี้ จะทำได้มากกว่าแค่การปฏิบัติตามกฎ แต่พวกเขาจะสร้างสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ในยุคใหม่นี้ นั่นคือ “ความไว้วางใจ”
แนวคิดในบทความนี้ล้วนมีความซับซ้อน ความท้าทายไม่ได้มีแค่ทางเทคนิคเท่านั้น แต่เป็นความท้าทายเชิงกลยุทธ์ที่จัดการกับความขัดแย้งระหว่างกฎหมาย วิศวกรรม และธุรกิจ
ทีมงานของเราเชี่ยวชาญในการออกแบบและติดตั้งโซลูชันคลาวด์ที่ซับซ้อนสำหรับตลาดเอเชียแปซิฟิก เราไม่เพียงแค่สามารถช่วยคุณสร้างแอปอัจฉริยะ (intelligent apps) ได้ แต่เราสร้างมันบนรากฐานที่ยึดอธิปไตยทางข้อมูลเป็นหลัก ปลอดภัย และสอดคล้องกับกฎข้อบังคับต่างๆ
ติดต่อเราเพื่อคุยรายละเอียดเกี่ยวกับโปรเจกต์ของคุณ