Service Design หรือการออกแบบบริการ คือศิลปะของการจัดการคน กระบวนการ และเทคโนโลยี ให้สอดคล้องไปกับประสบการณ์ของลูกค้าตลอดทั้งเส้นทาง (Customer Journey) เพื่อให้ทุกอย่างดูลื่นไหลไร้รอยต่อ แต่เมื่อถึงเวลาที่ต้องขออนุมัติงบประมาณ, โน้มน้าวให้ทีมเห็นด้วย หรือต้องการปรับปรุงบริการใหม่ ลำพังแค่คำว่าดีไซน์ที่ดีอาจไม่เพียงพอ แต่คุณจำเป็นต้องมีข้อมูลมาเพื่อสนับสนุนด้วย
ความท้าทายหลักของทีม Service Design คือการเปลี่ยนนิยามคำว่า การออกแบบที่ดี ให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้ หากปราศจากตัวชี้วัดที่ชัดเจน แม้แต่กลยุทธ์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็อาจล้มเหลวในการพิสูจน์ผลงาน บทความนี้จะพาคุณไปดูตัวชี้วัดประสิทธิภาพหลัก (KPIs) ที่จำเป็นต้องติดตาม เพื่อพิสูจน์ผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) และช่วยให้งานของคุณนำไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืน
จุดประสงค์ของการติดตามความสำเร็จด้าน Service Design คือการเชื่อมโยงการปรับปรุงดีไซน์ที่จับต้องไม่ได้ ให้กลายเป็นมูลค่าทางธุรกิจที่ชัดเจน โปรเจกต์ด้านนี้มักมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย ทำให้วัดผลได้ยาก แต่การกำหนดเมตริกที่ชัดเจนจะช่วยให้คุณ
การวัดผลที่ดีต้องครอบคลุมทั้งสองด้านของการให้บริการ คือ ประสบการณ์ที่ลูกค้าได้รับ (หน้าบ้าน หรือ Frontstage) และการปฏิบัติงานภายในที่คอยสนับสนุน (หลังบ้าน หรือ Backstage)
Customer Satisfaction Score (CSAT) เป็นการวัดความพึงพอใจของลูกค้าที่มีต่อการโต้ตอบหรือจุดสัมผัสบริการนั้นๆ โดยตรง ค่านี้จะให้ผลตอบรับที่รวดเร็วและเป็นประโยชน์ทันทีหลังเกิดเหตุการณ์ (เช่น หลังวางสาย, หลังซื้อของ หรือหลังได้รับสินค้า) ซึ่งสำคัญมากในการค้นหาจุดที่ลูกค้ามักจะรู้สึกไม่พอใจในช่วงที่พวกเขาใช้บริการ
ให้ใช้แบบสำรวจเชิงธุรกรรม (Transactional surveys) โดยส่งคำถามสั้นๆ เพียงข้อเดียวทันทีหลังจบการโต้ตอบ เช่น หลังโทรหาฝ่ายบริการลูกค้า หรือหลังไปใช้บริการที่สาขา เคล็ดลับคือต้องง่ายเข้าไว้ เพียงถามตรงๆ ว่า "คุณพึงพอใจกับการซื้อครั้งล่าสุดมากน้อยเพียงใด?" และให้เลือกตอบตามสเกลง่ายๆ เช่น 1-5 หรือจาก "ไม่พอใจมาก" ไปถึง "พอใจมาก" คุณจะได้ผลตอบรับที่เฉพาะเจาะจงในทันที
NPS ใช้วัดความภักดีของลูกค้าและความเต็มใจที่จะแนะนำบริการของคุณต่อ โดยใช้คำถามเพียงข้อเดียว ("คุณมีแนวโน้มจะแนะนำบริษัท/บริการของเราให้เพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานมากน้อยเพียงใด?")
วิธีคำนวณ
ให้ลูกค้าให้คะแนนจาก 0 ถึง 10 จากนั้นแบ่งกลุ่มลูกค้าเป็น 3 ประเภท:
คะแนน NPS สุทธิคำนวณโดยเอา % ของ Promoters ลบด้วย % ของ Detractors คะแนนนี้เป็นตัวชี้วัดภาพรวมความภักดีของลูกค้าได้ชัดเจนมาก ค่า NPS ที่สูงมักส่งสัญญาณถึงการรักษาฐานลูกค้า (Retention) ที่ดีและมูลค่าตลอดช่วงชีวิตลูกค้า (LTV) ที่สูง ซึ่งเป็น KPI ระยะยาวที่สำคัญของ Service Design
แม้ NPS จะสำคัญ แต่มันบอกแค่ตัวเลข ซึ่งไม่ได้บอกที่มาของเรื่องราว โดยเมตริกอย่าง NPS และ CSAT บอกให้รู้ว่า "เกิดอะไรขึ้น" แต่ไม่ได้อธิบายว่า "ทำไม" เพื่อให้เข้าใจประสบการณ์ลูกค้าอย่างถ่องแท้ คุณต้องนำข้อมูลเชิงปริมาณ (ตัวเลข) มาประกบกับข้อมูลเชิงคุณภาพ (ความคิดเห็น) ด้วยการถามคำถามปลายเปิด, สัมภาษณ์ผู้ใช้งาน และวิเคราะห์คอมเมนต์จากแบบสำรวจ ตรงนี้แหละที่คุณจะเจอโอกาสและปัญหาที่แท้จริงเพื่อนำไปปรับปรุงงานดีไซน์ต่อไป
เมตริกกลุ่มนี้เน้นที่การลดเวลา ต้นทุน และแรงงานที่องค์กรต้องใช้ในการให้บริการ ซึ่งสำคัญมากในการพิสูจน์ความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์
Service Design ไม่ใช่แค่เรื่องของลูกค้า แต่รวมถึงการปรับปรุงประสบการณ์พนักงานและกระบวนการภายในด้วย การทำให้ขั้นตอนภายในลื่นไหลจะช่วยลดค่าใช้จ่ายดำเนินงานได้โดยตรง
วัดความมีส่วนร่วม ความพึงพอใจ และความเข้าใจเป้าหมายการให้บริการของทีมงานภายใน
นี่คือการวัดผลกระทบหลังบ้าน แน่นอนว่าหากประสบการณ์พนักงาน (EX) ทำได้แย่ จะนำไปสู่ประสบการณ์ลูกค้า (CX) ที่แย่ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เรียกว่า Service-profit chain
วิธีที่คุณปฏิบัติต่อพนักงานส่งผลโดยตรงต่อวิธีที่พวกเขาปฏิบัติต่อลูกค้า Service-profit chain แสดงให้เห็นว่าการสนับสนุนภายในที่ดี (เครื่องมือดี, กระบวนการชัดเจน, สภาพแวดล้อมดี) นำไปสู่ความพึงพอใจของพนักงาน พนักงานที่พอใจจะภักดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งมอบบริการที่ดีกว่าให้ลูกค้า ซึ่งบริการที่ดีขึ้นนี้จะเพิ่มความพึงพอใจลูกค้าและรายได้ในที่สุด การลงทุนในประสบการณ์พนักงานจึงเท่ากับการลงทุนในประสบการณ์ลูกค้าและกำไรของบริษัท
นอกเหนือจาก 4 ข้อหลักที่กล่าวมาแล้ว
ทีมที่เชี่ยวชาญอาจใช้เมตริกที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น โดยผูกติดกับพฤติกรรมของผู้ใช้ ดังตารางด้านล่างนี้
ตัวชี้วัด |
วัดอะไร |
เป้าหมาย |
|
อัตราความสำเร็จของงาน |
เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้ที่ทำภารกิจสำเร็จ (เช่น ส่งคำร้องเคลม, นัดหมาย) |
ลดความติดขัดใน touchpoints บริการที่สำคัญ |
|
อัตราการละทิ้ง |
เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้ที่เริ่มกระบวนการ (เช่น สมัครสมาชิกออนไลน์) แต่เลิกทำกลางคัน |
ทำให้กระบวนการง่ายขึ้นและเพิ่มความชัดเจน |
|
อัตราการใช้งานระบบ |
จำนวนพนักงานหรือลูกค้าที่หันมาใช้เครื่องมือดิจิทัลใหม่ที่เป็นส่วนหนึ่งของบริการ |
สร้างเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพและการฝึกอบรมที่ดี |
เพื่อให้ได้ความคุ้มค่า (ROI) อย่างแท้จริง คุณต้องวางแผนการวัดผลเข้าไปในกระบวนการทำงานตั้งแต่เริ่มต้น ไม่ใช่แค่มาตรวจเช็กตอนจบงาน
Service Blueprint ของคุณควรเป็นเครื่องมือหลักในการวัดผล ทุกการกระทำของลูกค้า (หน้าบ้าน) และทุกการกระทำภายใน (หลังบ้าน) ควรมีตัวชี้วัดกำกับไว้เสมอ
คุณพิสูจน์ความสำเร็จไม่ได้ถ้าไม่รู้ว่าจุดเริ่มต้นอยู่ตรงไหน ให้ใช้ช่วง Discovery ของโปรเจกต์ในการบันทึกข้อมูลปัจจุบันไว้ เมื่อเปิดตัวบริการใหม่ ผลต่างระหว่างตัวเลขใหม่กับเกณฑ์มาตรฐานเดิมนี่แหละ คือมูลค่าทางธุรกิจที่งาน Service Design ของคุณสร้างขึ้นมา
ธุรกิจที่ดีที่สุดไม่ได้หยุดแค่การออกแบบบริการที่ยอดเยี่ยม แต่พวกเขาวัดผล ปรับตัว และพัฒนามันอยู่เสมอ ด้วยการติดตามเมตริก Service Design ที่สมดุลทั้งฝั่งประสบการณ์ลูกค้าและการดำเนินงานภายใน คุณจะสามารถเลิกแก้ตัวในเรื่องงานดีไซน์ แล้วเริ่มโชว์ผลลัพธ์ทางธุรกิจที่ชัดเจนในระยะยาวได้